แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Inspiration แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Inspiration แสดงบทความทั้งหมด

โลกในรั้วของโรงเรียนเปรียบเสมือนโลกใบเล็กๆ ที่อยู่ในโลกใบใหญ่อีกทีหนึ่ง โลกใบใหญ่ที่เด็กๆ ยังไม่เคยรู้ว่า แท้จริงมันเป็นอย่างไร จะแสนดี หรือแสนร้ายสักแค่ไหน และจะเหมือนกับที่ใครๆ เคยเล่าขานกันหรือเปล่า?


ในโลกใบเล็กของพวกเด็กๆ นั้น เรียนได้ว่า เด็กถูกปกป้อง คุ้มครองเป็นอย่างดี แม้จะมีเรื่องราวให้ต้องเป็นทุกข์ แต่นั่นก็ยังแทบยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของความจริงที่พวกเขาจะต้องเจอ เมื่อก้าวพ้นจากรั้วโรงเรียน ก้าวเดินออกจากโลกใบเล็กไปสู่โลกใบใหญ่ โลกจริงที่พวกเขาต้องเผชิญ





เหมือนดั่งเช่นชีวิตของเด็กนักเรียนม.ปลายในเรื่อง "LIMIT" ชีวิตในแต่ละวันก็ดูจะแสนธรรมดา ไม่ต้องมีเรื่องอะไรมากมายให้ปวดหัว มีเพียงแค่เรื่อง "เรียน" และเรื่อง "เพื่อน" เท่านั้นที่ดูจะสำคัญมากที่สุดในชีวิตของเด็กวัยนี้ ถ้าไม่อยากมีปัญหาอะไรกับสังคมในโรงเรียนก็พยายามอย่างปัญหาบาดหมางกับใคร และอย่าแตกแยกกับใคร ฉะนั้น ในที่แห่งนี้เลยมีกฎที่เด็กนักเรียนควรพึงปฏิบัติคือ "ไหลไปตามกระแส"




จนกระทั่งวันหนึ่ง โลกที่แสนธรรมดา ก็พลิกผันทันที วันนั้นโรงเรียนได้พาพวกเขาไปทัศนศึกษานอกสถานที่ แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน รถบัสตกเหว ตายกันเกือบยกคัน มีเพียงเด็กสาว 5 คนเท่านั้นที่มีชีวิตรอดตายอย่างปาฏิหาริย์ แต่...พวกเธอก็ต้องมีชีวิตเหมือนตายทั้งเป็น เพราะต้องติดอยู่ในป่าลึก ที่ไร้ผู้คน ไร้สัญญาณโทรศัพท์ ตัดขาดจากโลกภายนอก ต้องดิ้นรนมีชีวิตรอดต่อไป และหวังให้ใครสักคนพาพวกเขาออกไปจากที่นี่ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า จะมีวันที่เขาจะหลุดพ้นออกไปจากที่แห่งนี้หรือไม่




และแล้ว ก็ยังมีเรื่องที่พาไปจุดเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เมื่อจู่ๆ เพื่อนคนหนึ่ง ที่มักถูกเพื่อนในห้องกลั่นแกล้งเสมอ ระบายความอัดอั้นออกมา จนถึงขั้นสติหลุด จากคนเงียบๆ กลายเป็นคนก้าวร้าว เธอใช้เคียวมีด เป็นอาวุธในการข่มขู่เพื่อนๆ และแบ่งชนชั้นวรรณะ ถ้าไม่อยากตาย ก็ต้องทำตามคำสั่งของเธอเท่านั้น


ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเด็กนักเรียนม.ปลาย ก็พยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด และค่อยๆ เผยธาตุแท้ และสัญชาตญาณดิบออกมาเพื่อความอยู่รอด...

สิ่งสำคัญยิ่งกว่าสัญชาติญาณดิบที่ทุกคนเอาออกมาใช้นั้นก็คือ "โลกเสมือน" ที่ปรากฏอยู่ในป่าแห่งนั้น จะว่าไปแล้ว โลกจริงก็ไม่ค่อยต่างไปจากป่าอันกว้างใหญ่ที่หาทางออกไม่ได้ ต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ มากมายที่มาท้าประลองเรา การก้าวเดินเข้าสู่โลกของ "ผู้ใหญ่" หรือ "โลกจริง" ต่างก็ต้องใช้สัญชาตญาณดิบในการอยู้รอดเช่นกัน โลกที่ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ปกป้องเราได้ดังเช่นตอนเราเด็กๆ โลกที่ไม่มีเพื่อนที่แท้จริงและศัตรูที่ถาวร แค่การ "ไหลตามกระแส" ไม่อาจทำให้เราอยู่รอดได้อีกต่อไป แต่สิ่งที่ทำให้เรารอดปลอดภัยได้นั้นก็คือ... ใครเข้มแข็งและมีสติมากที่สุดคือผู้อยู่รอดเท่านั้น


ชีวิตในป่าของเด็กพวกนี้ ไม่ว่าใครจะเป็นหัวโจกของกลุ่มหรือเป็นคนที่ถูกรังแก จะเรียนเก่งที่สุด หรือเรียนไม่เอาไหน ต่างคนต่างอยู่ในสภาพเดียวกันหมด สิ่งสำคัญในการอยู่ป่าก็คือ ไหวพริบ ความพยายามที่จะเอาชีวิตรอด ไม่ต่างกับโลกแห่งความเป็นจริง พอทุกคนเรียนจบมา ทุกคนก็ถูกเซ็ทให้เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในโลกจริงอย่างเท่าเทียมกัน ต้นทุนที่ต่างกับคนอื่น "ทัศนคติ" "ความสามารถเฉพาะตัว" และ "ความเพียรพยายาม" ในการดิ้นรนที่มีชีวิตรอดในโลกใบใหม่ให้ได้ 

แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่อาจอยู่ท่ามกลางโลกอันโหดร้ายได้ด้วยตัวคนเดียว เราจำเป็นต้องมีคนที่ไว้ใจได้ มีเพื่อนที่จะอยู่เคียงข้างกับเรา การที่เด็กพวกนี้จะรอดหรือไม่รอดนั้น นอกจากทัศนคติ ความคิด และไหวพริบแล้ว คิดอยู่กับ "คน" ที่พวกเขาอยู่ด้วยเช่นกัน

ในโลกแห่งความเป็นจริงก็เช่นกัน ชีวิตที่เป็นไปก็ขึ้นอยู่กับคนที่อยู่ด้วย แต่คนที่จะเป็นเพื่อนกับเราได้ ไม่ใช่แค่เอาอกเอาใจ ชอบเล่นอะไรที่เหมือนๆ กันเช่นเดิมแล้ว แต่คือคนที่แลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ด้วยความจริงใจ กล้าพอที่ถอดหน้ากากออกเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง
แม้โลกจะเต็มไปด้วยความหลอกลวง ความไม่เชื่อใจ แต่ความจริง และการยอมรับความจริงเท่านั้น ที่ทำให้เราเห็นแสงสว่างแห่งการอยู่รอด ถ้าเด็กพวกนั้นไม่ยอมรับว่าเขาติดป่า ไม่เชื่อใจเพื่อนที่อยู่ข้างๆ อาจทำให้เดินทางสู่หายนะ...

สรุปแล้วสิ่งที่ละครเรื่องนี้อยากจะบอกเรามากที่สุดคือ การจะเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถดำเนินชีวิตในโลกจริงได้นั้น คือ ความเข็มแข็ง มีสติ การได้เป็นตัวของตัวเอง กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าซื่อสัตย์กับความคิดของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเก่งกว่าใคร แต่ขอให้ก้าวผ่านอุปสรรคทุกอย่างไปด้วยความพยายามอย่างสุดความสามารถของตัวเอง



เพื่อที่จะใช้ชีวิตในโลกที่เราไม่คุ้นเคย โลกที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราจึงจำเป็นต้องมีหัวใจที่เข้มแข็ง และโลกที่ว่า มันไม่ได้มีแค่เราเพียงคนเดียวหรอก แต่มันยังรวมถึงเพื่อนมนุษย์อีกหลายๆ คนที่ทั้งเข้ามาทำให้ชีวิตเราเลวร้ายกว่าเดิม หรืออาจช่วยให้เราก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ การมีหัวใจที่ซื่อตรงเท่านั้นที่จะทำให้เราได้เจอกับคนที่จริงใจ และทำให้เรากล้าตัดสินใจไปในเส้นทางที่เราอยากเดิน ไม่ใช่การไหลไปตามกระแสที่อาจนำพาให้เราไปเจอจุดจบที่ยากที่ปีนขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง...



เป็นละครที่สร้างจากมังงะอีกเรื่องที่คนไทยรู้จัก "Liar Game" ไม่ได้มีดีแค่เกมที่สนุกและชิงไหวพริบ แต่เกมนี้ได้แฝงข้อคิดในการใช้ชีวิตอยู่มากมายค่ะ

หลักๆ แล้ว ถ้าดูภาพรวมของเกมทั้งหมดทุกเกมมีรหัสลับอย่างเดียวกันก็คือ จะไม่มีใครต้องสูญเสียอะไร ถ้าทุกคน "เชื่อใจ" กันแต่...จะเป็นไปได้หรือไม่ กับการเชื่อใจใครสักคนในเกมที่มีกติกาอนุญาต "ให้โกหกได้"



มีเกมหนึ่งที่เราเห็นถึงข้อคิด ปรัชญาที่แฝงไว้อย่างแนบเนียนก็คือ
เกม Angle กับ Demon ค่ะ ที่กติกามีอยู่ว่า...

1. คนที่มี "ไม้กางเขน" ถึงเกณฑ์และมีสถานะเป็น "นางฟ้า" เท่านั้นถึงจะผ่านไปสู่รอบต่อไปได้ 

2.ผู้เข้าแข่งขันมีนาฬิกาพิเศษที่ข้อมือคนละ 1 เรือน ซึ่งนาฬิกาแต่ละเรือนจะมีสถานะไม่เหมือนกัน บางเรือนก็จะมีสถานะเป็นนางฟ้า บางเรือนก็จะมีสถานะเป็นปีศาจ ผู้เข้าแข่งขันต้องใช้นาฬิกาที่ว่านี้เชื่อมต่อกัน


3. ถ้านางฟ้ากับนางฟ้าได้เชื่อมต่อกันจะได้ "ไม้กางเขน" เพิ่ม แต่ถ้านางฟ้าไปเชื่อมต่อกับปีศาจล่ะก็ นางฟ้าก็จะกลายเป็น "ปีศาจ" ทันที
และถ้าปีศาจเชื่อต่อมกับปีศาจเอง สถานะก็จะยังเป็นปีศาจตามเดิม ไม่เปลี่ยนไป



4. อีกวิธีหนึ่งที่จะคืนสถานะให้กลับมาเป็นนางฟ้าได้ก็คือ ใช้ไมกางเขนที่มีในการคืนสภาพ แต่ปัญหาก็อยู่ที่ว่าจะใช้พร่ำเพื่อไม่ได้ เดี๋ยวมีไม่พอสำหรับการผ่านด่าน และในขณะที่เล่นเกม ต่างฝ่ายก็ต่างไม่รู้ว่าใครเป็นอะไร ต้องใช้ทริคในการอ่านใจ




กติกาคร่าวๆ ก็มีประมาณนี้ค่ะ ข้อคิดที่แฝงอยู่ในเกมนี้ก็คือ การจะเป็นนางฟ้าหรือปีศาจนั้นก็เหมือนการเป็นคนดีกับคนชั่วในสังคม บางทีการที่ใครสักคนเป็นคนเลว ก็อาจเป็นเพราะเจอใครสักคนทำไม่ดีใส่จนหมดศรัทธาในความดี จนเลือกที่จะกลายร่างเป็น "ปีศาจ" หรือไม่ก็อาจจะถูกคนไม่ดีชักจูงให้กลายเป็น "ปีศาจ" ไปด้วย

สังเกตได้ว่า ในเกมนั้น ถ้านางฟ้าเชื่อมต่อกับนางฟ้าก็จะไม่เป็นไร แต่ถ้าเชื่อมกับปีศาจเมื่อไรก็จะกลายเป็นปีศาจทันที และถ้าจะกลับมาเป็นนางฟ้าตามเดิมได้ก็มีอยู่แค่วิธีเดียวก็คือ การใช้ "ไม้กางเขน" ซึ่ง "ไม้กางเขน" ที่ว่า ก็เปรียบเสมือนหลักคำสอน ที่สามารถทำให้คนไม่ดีกลับใจมาเป็นคนดีได้นั่นเอง



จากเกมนี้ก็ทำให้เห็นค่ะว่า บางทีการที่โลกเรามีคนไม่ดีเกิดขึ้นมันไม่ใช่แค่ว่า "เขาไม่ดี" จริงๆ แล้วเขาอาจจะเป็นคนดีคนหนึ่ง แต่เจอคนไม่ดีปุ๊ป เลยทำให้เขาเป็นแบบนั้น หรือบางทีอาจเป็น "ตัวเราเอง" เนี่ยแหละ ที่เผลอไปสร้างคนไม่ดีให้เกิดขึ้นในสังคม



ฉะนั้น เพื่อความสงบสุขของโลกใบนี้ สิ่งที่เราควรทำที่สุดคือ
ต่างคนต่างหยุดทำร้ายซึ่งกันและกัน เมื่อเห็นคนทำผิดก็ควรที่จะเข้าไปชี้แนะเหมือนกับการใช้ "ไม้กางเขน" ในเกมในการชุบชีวิตนางฟ้าให้กลับมาอีกครั้ง

จงทำตัวให้มี "ไม้กางเขน" อยู่ในจิตใจ
ยิ่งมีมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสใช้เพื่อปกป้อง "คนดี" 


ขอบคุณรูปภาพจาก: 
ละครญี่ปุ่นเรื่อง Liar Game






วง J-ROCK ที่มีชื่อเสียงในระดับตำนานที่หลายคนรู้จักกันดีอีกวงหนึ่งก็คือ "L'arc en Ciel" ค่ะ มีสมาชิกทั้งหมด 4 คนด้วยกัน ได้แก่
- Tetsuya มือเบสและหัวหน้าวง
- Ken มือกีต้าร์
- Yukihiro มือกลอง
- HYDE นักร้องนำ

วันนี้จะไม่ได้มาเล่าเรื่องราวของวง 
L'arc en Ciel อย่างเจาะลึกค่ะ แต่จะมาโฟกัส เล่าชีวิตของ HYDE ในมุมที่น่าสนใจให้ได้รู้จักกัน


ก่อนที่ HYDE จะมาเป็นนักร้องนำของวง L'arc en Cielเขาไม่ได้ฝันว่าอยากจะมาเป็น "นักร้อง" หรอกค่ะ เอ๊ะ! แล้วอยากเป็นอะไรล่ะ!?


เขาฝันอยากเป็น "นักวาดการ์ตูน" ค่ะ HYDE ทั้งชื่นชอบและมีความสามารถในทางศิลปะ และการวาดภาพมาก แต่ก็ต้องเจอกับปัญหาหนึ่งที่ทำให้เขาไม่สามารถทำตามความฝันได้

นั่นก็คือ... HYDE เป็น "โรคตาบอดสี" ค่ะ

ทำให้เขาต้องประสบปัญหาในเรื่องการลงสี และเป็นสิ่งที่ทำให้เขาสอบเข้าโรงเรียนศิลปะ "ไม่ผ่าน" ทำให้ไม่อาจเดินตามความฝันนี้ได้


เรื่องนี้ก็เล่นเอา HYDE เสียใจหนักเหมือนกัน...
แต่ประจวบเหมาะว่า ในชีวิตช่วงนั้นเขาได้ไปรู้จักกับกลุ่มรุ่นพี่ที่ชื่นชอบดนตรีร็อก แล้วเริ่มหัดเล่นกีต้าร์ พอเล่นได้ปุ๊ป ก็รู้สึกว่าเราอยากมาเอาดีด้านดนตรีให้มากขึ้น

HYDE เลยมีความฝันใหม่ขึ้นมาว่าอยากจะเป็น "มือกีต้าร์" นะ มันก็ดูเท่ไม่เบา... และความคิดเรื่องการเป็น "นักร้องนำ" ก็ไม่เคยอยู่ในหัวของ HYDE เลยค่ะ เพราะเขาคิดว่า...


"ตัวเองเป็นคนร้องเพลงไม่เพราะ" 
(หารู้ไหมว่านั่นคือพรสวรรค์ที่หลบซ่อนอยู่)



ต่อมา HYDE ก็ตั้งวงดนตรีขึ้นมาร่วมกับรุ่นพี่กำลังจะไปได้ดี แต่เผอิญมาติดอยู่กับปัญหาหนึ่งค่ะก็คือ... ยังไม่มี "นักร้องนำ" ในวงน่ะสิคะ ถ้าไม่มีนักร้องนำก็ตั้งวงขึ้นมาไม่ได้
.

ทุกคนก็เลยลงความเห็นว่า ให้ HYDE เป็นนักร้องนำล่ะกัน และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้ค้นพบ "พรสวรรค์" ที่หลบซ่อนไว้อยู่ หลังจากนั้นวงดนตรีของ HYDE ก็เริ่มเดินสายไปเล่นตามที่ต่างๆ
จนในที่สุด ได้พบเจอกับ "เท็ตสึยะ"  สมาชิกคนหนึ่งในวง L'arc en Ciel นี่เอง พอได้เจอ HYDE เท็ตสึยะก็รู้สึกว่า...


"นี่แหละคือนักร้องนำที่ตามหามานาน"

ก็เลยเกลี้ยกล่อมจนได้ HYDE มาเป็นนักร้องนำของวงจนถึงปัจจุบัน
.

จริงๆ แล้ว HYDE ไม่ได้มีความสามารถแค่การร้องเพลงนะคะ เขายัง "แต่งเพลง" ให้กับวงนี้ด้วย และรู้ไหมคะว่า อุปกรณ์ที่เขาขาดไม่ได้ในการแต่งเพลงคืออะไร?


อุปกรณ์เหล่านั้นก็คือ "ดินสอ" และ "สมุดสเก็ทภาพ" ค่ะ เขาไม่ได้เอามาวาดรูปอะไรหรอกนะคะ แต่เขามาใช้ในการขีดเขียนบทเพลงค่ะ
จากอุปกรณ์ที่เขาเคยใช้ในการวาดรูปซึ่งเป็นความฝันอันสูงสุดในวัยเด็ก แล้วก็เป็นฝันที่เคยทำให้เขาผิดหวังมาแล้ว


แต่ในวันนี้สิ่งนั้นกลับยังสามารถทำหน้าที่ใหม่ให้กับเขาได้ นั่นก็คือ ช่วยเขาในการแต่งบทเพลง...






สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า...แม้เราจะผิดหวังจากความฝันหนึ่ง ก็ใช่ว่าชีวิตเราจะจบสิ้น เหมือนกับ HYDE ที่กลับพบเจอเส้นทางใหม่ และดูยิ่งใหญ่กว่าที่คิด 


ส่วน  "ดินสอ" และ "สมุดสเก็ทภาพ"  ก็ใช่ว่าจะทำได้แค่การวาดภาพ แต่มันยังใช้ในการแต่งเพลง สานฝันใหม่ให้เป็นจริงได้อีกด้วย


จริงๆ แล้ว ทั้ง  HYDE  สมาชิกวง L'arc en Ciel และแฟนเพลงทุกคนอาจจะต้องขอบคุณเหตุการณ์ ที่เขาสอบเข้าโรงเรียนศิลปะไม่ผ่าน




เพราะถ้าไม่เกิด "ความผิดหวัง" ในครั้งนั้น ก็อาจจะไม่มี  HYDE ในวันนี้ นักร้องคุณภาพเสียงดี ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วง J-ROCK ระดับตำนานอย่าง  L'arc en Ciel ได้ถือกำเนิดมาในโลกใบนี้....

อกหักก็ทำใจลำบาก เป็นเรื่องธรรมดา

แต่ให้คิดซะว่า เจ็บปวดไปซะในวันนี้ แต่วันต่อไปจะไม่มีเขามาทำร้ายเราอีกต่อไป
คือมันจบ จบทุกอย่าง ทั้ง "ความรัก" และ "ความทรมาน" ไปด้วย

สิ่งสำคัญไม่ใช่การคว้าความรักคืนมา
แต่มันคือ...ยิ่งเราเดินออกมาได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี
เดินออกมาตั้งตัวใหม่ ทำชีวิตให้ดีกว่าเดิม
แล้วสักวัน คนที่มีสิทธิเลือกจะเป็น "ตัวเราเอง" ไม่ใช่ใครอีกต่อไป


มนุษย์ทุกคนมี Self-esteem เราควรให้คุณค่ากับมัน
และไม่ควรปล่อยให้ใครมาเหยียบย่ำ


ตอนรักมันก็ความรู้สึกล้วนๆ 
แต่ตอนเลิกกัน...
"ใครมีสมองมากกว่า" คือ "ผู้ชนะ"


วันหนึ่งเราอาจรู้สึกว่าตัวเองโชคดี...ที่ไม่ได้ลงเอยกับคนแบบนั้น 
ถ้าได้คบกันจริงๆ อาจเลวร้ายกว่าการเลิกกันในตอนนี้ก็ได้


"บาดแผล" ทำให้เรา "เจ็บปวด"
แต่ถ้าเรารักษาให้ "หายดี" ได้ เราจะเป็นผู้ที่ "แข็งแรง"
กว่าคนที่ไม่เคยพบเจอกับความผิดหวังอะไรเลย


เวลาที่เราได้ใช้ร่วมกันกับเขา มันก็อาจจะดู "เสียเวลา"
แต่มองอีกแง่ ก็ใช่ว่าเราจะไม่ได้อะไร
อย่างน้อยเราได้ "เรียนรู้" อะไรหลายๆ อย่างจากเขา


"ถ้าได้ตกหลุมรักใครอีกล่ะก็ เราจะได้วิ่งชนโดยที่ไม่ต้องซ้อมอีกยังไงล่ะ!"


Picture Source: ละครญี่ปุ่นเรื่อง Shitsuren Chocolatier






ทุกวันนี้มี "หลักสูตรความสำเร็จ" ให้เห็นอยู่เต็มไปหมด 

ไม่ว่าจะเป็น...

"พลิกชีวิตเงินล้าน"

"ทำแล้วรวย"
"เคล็ดลับก้าวสู่ความสำเร็จ" 

(ทั้งหมดทั้งมวลขอวงเล็บว่า จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทำตามเดี๊ยน)

มาทั้งในรูปแบบตัวอักษร หรือคำพูด บางทีก็ให้เรามาฟรีๆ บางทีก็ต้องเสียตังค์

แล้วหลักสูตรที่ว่ามันทำให้คนอย่างเราๆ "สำเร็จ" ได้ทุกคนจริงๆ หรือ?
ถ้าเป็นเช่นนั้นแค่เราเดินตามทางที่ใครสักคนขีดไว้ ก็สำเร็จได้แล้วอย่างนั้นสิ?


ดิฉันเองไม่เชื่อว่าการทำตามแนวคิดคนๆ หนึ่ง 

จะทำให้ชีวิตเราสำเร็จได้
เช่น ถ้าเราจะทำตามสตีฟ จอบส์ เลิกเรียน 
ไม่เอาปริญญาแม่งแหละ มาทำงานดีกว่า
ถามว่ามีกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะสำเร็จเหมือนเขา 


จริงๆ แล้ว ความสำเร็จมันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอีก 

ว่าเรามีไอเดียอะไร มีเงินไหม มุ่งมั่นพอหรือเปล่า 
รวมทั้งอุปสรรคที่เจอมันต่างกันอีกด้วย


ความสำเร็จมีหลายปัจจัย ต้นทุนชีวิตเราไม่เท่ากัน 

ถ้าเกิดมาแบบพ่อแม่ไม่มีเงินทองจะกองให้ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
ต้องเสียเวลาในการหาทุน บวกกับไอเดียในหัว 
(ที่ต้องแปลกใหม่และสร้างสรรค์) 
และความมุ่งมั่นในการต่อสู้อีก 


จะว่าไป บางทีความสำเร็จในแต่ละคน 

อาจจะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
แต่เป็นสูตรลับเฉพาะตัวเราเอง 


เหมือนกับชีวิตของ "Toyoda Sakichi" เจ้าของรถยนต์โตโยต้า 

ที่มาของการสร้างรถยนต์นั้น เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถยนต์ยุโรป แต่สิ่งที่เขาอยากจะสร้างให้แตกต่างคือ...


เขาอยากสร้างรถยนต์ขนาดเล็ก แต่มีประสิทธิภาพที่ดีเป็นคันแรกในญี่ปุ่น 
(ในขณะนั้นเป็นช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่2ญี่ปุ่นยังไม่มีรถยนต์ใช้เป็นของตัวเอง รถส่วนใหญ่จะนำเข้าจากฝั่งยุโรป อเมริกา และจะเป็นลักษณะรถกระบะที่มีขนาดใหญ่)


สิ่งที่โตโยดะทำก็คือ สั่งซื้อรถจากต่างประเทศมา แล้วถอดชิ้นส่วนทุกชิ้นออกมาศึกษา 
แล้วดัดแปลงจากสิ่งที่เรียนรู้ มาทำให้เป็นรถยนต์ขนาดเล็กกะทัดรัด แต่มีกำลังเครื่องที่วิ่งได้ดี

ถึงอย่างนั้นคนรอบข้างเขาก็ยังคัดค้าน ด้วยลักษณะรถที่ยังไม่เคยมีใครทำ 
และไม่มั่นใจว่าคนอย่างเขาจะทำได้สำเร็จ 
และอีกอย่าง "การสร้างรถยนต์"
ไม่เคยอยู่ในความคิดของคนญี่ปุ่นเลยในตอนนั้น

แต่ "โตโยตะ" ก็ให้เหตุผลกับคนเหล่านั้นว่า...


“แม้ว่ารถขนาดเล็กไม่ใช่กระแสหลักของโลก 

แต่นั่นจะทำให้มีคุณค่า เพราะมันมีน้อย”

เขาการันตีประสิทธิภาพรถยนต์ ด้วยการท้าประลอง

ให้รถของเขาไปวิ่งแข่งกับรถไฟด่วนญี่ปุ่น 
ผลก็คือ.... "รถยนต์ของโตโยดะเป็นผู้ชนะ" 
ถือว่าเป็นการประกาศศักดิ์ดาของรถยนต์โตโยต้า
แล้วเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักรถยนต์คันแรกที่ผลิตโดยคนญี่ปุ่น

รถยนต์ของโตโยตะเกิดขึ้นได้จากแรงบันดาลใจที่ได้มาจากรถยนต์ของต่างประเทศ 
แต่ความสำเร็จของโตโยตะคือ การเลือกทำรถยนต์ที่ไม่เหมือนใคร เลือกที่จะสำเร็จได้ในหนทางของตัวเอง...


แนวคิดของใครคนหนึ่งเป็นเพียงแรงบันดาลใจ แต่อย่าปักใจเชื่อว่า 

ถ้าทำตามแล้วเราจะสำเร็จ "100%"


หรือต่อให้มันสำเร็จได้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าภูมิใจเท่าไร 

เพราะมันจะดีกว่า ถ้าเราสามารถเลือกเดินในทางที่เราเป็นคนสร้างขึ้นมาเองทั้งหมด "100%"

เราอาจจะไม่ต้องก้าวให้ "เท่าทัน" ใคร แต่อาจต้องก้าวให้       

"เหนือกว่า" กาลเวลา สิ่งที่ดีอาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องเหมือนคนอื่น 
แต่มันคือสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครได้ลิ้มลอง


ปล. เรื่องราวประวัติ "Toyoda Sakichi" อ้างอิงมาจากละครญี่ปุ่นเรื่อง "LEADER"

Picture Source: ละครญี่ปุ่นเรื่อง LEADER